Allyship ความสัมพันธ์คือยาวิเศษ

ในขณะที่บริษัทต่างๆให้ความสนใจกับ Resilience & Empathy แต่มีอีก 1 skill ที่สำคัญแต่โดนมองข้ามนั้นคือ "ALLYSHIP"

เราเชื่อว่าเพื่อนๆที่ทำงานบริษัทหลายๆคน โดยเฉพาะบริษัทข้ามชาติ น่าจะได้รับข้อมูลเกี่ยวกับเรื่อง Inclusion & Diversity กันแล้วเนอะ หรือที่รู้จักกันว่า I&D
สั้นๆ เกี่ยวกับ I&D แต่เราขอไม่พูดเยอะ เพราะคิดว่าหาอ่านได้สบายๆ คือหยั่งงี้ concept ของ Inclusion & Diversity มันมีมาตั้งนานแล้วละ เพียงแต่มันกลับมาย้ำใหม่อีกครั้งก็ เหตุการณ์ใช้ความรุนแรงและการเหยียดสีผิวที่อเมริกานะเนอะ เพื่อนๆ (เอาง่ายๆก็คือ คดีของ จอร์จ ฟลอย นั้นเอง) แต่มันจะมีมากกว่านั้นในเรื่องของการเหยียดเพศและ LGBTQ+ ด้วยละ ปัจจุบันหลายๆบริษัท โดยเฉพาะบริษัทสัญชาติอเมริกัน จะต้องบรรจุการให้ความรู้และการเทรนนิ่งเรื่องของ Inclusion & Diversity กับพนักงาน (เรียกได้ว่าทุกคนต้องเทรน)

เราเป็นคนหนึ่งที่ผ่านการเทรนสั้นๆมาตามที่บริษัทเค้าต้องการเนอะ แต่ว่าเราคิดว่าในเรื่องของ Allyship ซึ่งเป็น 1 ใน skill ที่ ถ้าเราสามารถเข้าใจและฝึกมันได้ จะทำให้เราช่วยองค์กรในเรื่องของ Inclusion & Diversity ได้ดีมากขึ้น รวมถึงความสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมงานด้วยเช่นกัน เดี๋ยวอีกสักพักนึงก็คงจะมีผู้คนมาสนใจในเรื่องนี้มากขึ้น เหมือนกับตอนสมัย Resilience & Empathy และถ้าเพื่อนๆอยากเพิ่มศักยภาพให้ตัวเอง เพื่อที่จะสมัครงานใหม่ๆนี่ เราจะบอกว่า Personal Skill นี้เป็น 1 ในสิ่งที่ควรเขียนลงไปใน Resume (แต่ขอให้เข้าใจจริงๆนะ) ถ้างั้นเราขอมาย่อยให้เพื่อนๆอ่านกันสนุกๆเลยดีกว่า !
Allyship Skill คืออะไร ?
- เป็นการเสริมสร้างความสัมพันธ์ระยะยาวกับผู้คนรอบข้าง โดยเฉพาะเพื่อนร่วมงานหรือคนใกล้ตัว ด้วย trust, consistency และ accountability
- เป็นโอกาสในการเรียนรู้ถึงบุคคลอื่นๆด้วย
- ใส่ใจกับคนรอบข้างให้มากกว่าตัวเอง (ในเฉพาะเรื่องนะ เช่น งานและความสัมพันธ์)

Ally และการเป็น Ally ที่ดีคือ ?
- อย่าเอาตัวเองเป็นจุดศูนย์กลาง ไม่มองว่าทุกคนต้องหมุนรอบชั้น
- ไม่มีมุมมองที่ Bias ต่อด้านใดด้านนึงจนเกินไป (และสื่อออกมาให้สาธารณะรับรู้)
- มีความเข้าใจและไม่ดูถูกเกี่ยวกับ บุคลิก หรือการที่คนคนนึงเลือกที่จะเป็นแบบไหน
- และสกิลที่สำคัญที่สุดคือ listen, support และ self-reflectฟังดูเหมือนจะเป็นแนวผ้ารีดเรียบๆที่พับไว้เนอะ แต่เพื่อนๆลองคิดดูว่า ถ้าเราร่วมงานกับคนที่มีลักษณะแบบนี้ เราจะทำงานได้ง่ายขึ้นมากขนาดไหน ?

ส่วนตัวเรามองว่า Ally และ Allyship เนี่ย เหมือนดาบสองคม ที่เราต้องทำความเข้าใจจริงๆนะ และไม่ใช่การประชด ในทีนี้หมายความว่า เราไม่สามารถเอาเรื่องของ Ally ไปครอบใส่หัวของคนอื่นๆเช่น
"แกรนี่นะ ดื้อด้าน ไม่รับฟังใคร แกรมันไม่มีความ Ally เลยยยยย"
"เห็นพอเลิกงานแล้ว ก็เป็นคนละคนซะงั้น ไม่เห็นมีความน่ารักเหมือนเวลาร่วมงานเลย แบบนี้มัน Fake Ally นี่หว่า"


ใช่แล้วเพื่อนๆ เรากำลังจะบอกว่า ชีวิตหรือพฤติกรรมของคนเราไม่ได้ถูกออกแบบมาให้เรียบเหมือนผ้าพับไว้ตลอดเวลา เราไม่ควรจะคาดหวังในเรื่องของ Allyship แบบตลอดเวลาจากคนรอบข้างนะ เค้าแค่บอกว่า ถ้ามีสิ่งนี้ หรือระลึกได้ในที่ทำงานเนี่ย ก็จะทำให้ลดความขัดแย้งลง

การเริ่มฝึก Allyship Skill ต้องเริ่มจากการ "ยอมรับผิดให้เป็น" ก่อน
- Lack of self-awareness เป็นสาเหตุที่ทำให้คนเรานั้น โทษสิ่งอื่นๆ โทษคนอื่น โยนความผิด เพียงเพราะพวกเค้าไม่อยากผิด หรือดูแย่ในสังคม
- แต่ถ้าเราสามารถ reflect ตัวเองได้ ผิดแล้วยอมรับ พร้อมปรับปรุง หรือถ้าสามารถแชร์ให้คนอื่นฟังได้เป็นกรณีศึกษาก็จะดีมากกๆเลยละ
The Power of Allyship in the Inclusive Workspace | HR Exchange Network
Allyship คือการประนีประนอม และพร้อมเป็นตัวกลางช่วยเหลือผู้อื่น
- ใช่แล้วเพื่อนๆ ในทีนี้เราไม่ได้หมายความว่า เราต้องเข้าไปยุ่งเรื่องชาวบ้านนะ
- แต่ด้วยความที่เรามี Privilege ทางความรู้สึก ที่มีสติ หรือรู้เห็นเนี่ย เอาเข้ามาช่วยให้เพื่อนร่วมงานที่มีปัญหากัน สามารถทุเลาความรุนแรงได้
เราขอยกตัวอย่างง่ายๆ ที่นอกเหนือจากเรื่องของ เพื่อนทะเลาะกัน เช่น
- หัวหน้าของเพื่อนที่ย้ายมาทำงานใหม่ เป็นคนเวียดนาม
- โดยที่เพื่อนๆในทีมเนี่ย ดันเป็นกลุ่มที่ชอบเล่นเกมส์และดูการแข่งขันเกมส์บ่อยๆ และล่าสุดสมมุติว่า ทีมไทย พึ่งจะแข่งแพ้ทีมเวียดนามไป เลยทำให้เกิดความไม่พอใจ
- เลยทำให้พวกเค้านั้น มีอารมณ์ขุ่นเคืองหัวหน้าที่มาใหม่ และเวลารับประทานอาหารกลางวัน ทำให้พวกเค้าไม่สื่อสารเป็นภาษาอังกฤษเลย


ในฐานะ Ally ที่ดี เราควรทำยังไงเอ่ย ?
เราว่าเพื่อนๆรู้กันอยู่แล้วละเนอะ
- ถ้าจับความรู้สึกนี้ได้ เราต้องเป็นตัวกลางในการดึง หัวหน้า และกลุ่มเพื่อนๆเราให้ค่อยๆเริ่มรู้จกกัน เปิดใจกัน
- เราต้องเป็นฝ่ายเริ่มพูดคุยภาษาอังกฤษก่อน และทำให้บรรยากาศผ่อนคลาย
- หลังจากเหตุการณ์นี้ เราควรที่จะต้องทำความเข้าใจความรู้สึกของเพื่อนๆ รับฟังเค้า และ ถ้าเป็นไปได้อธิบายให้เพื่อนๆเข้าใจ ถึงบทบาทของหัวหน้าที่ไม่เกี่ยวกับเรื่อง เพศ เชื้อชาติ หรือสีผิว
และแน่นอนว่า การที่เพื่อนๆทำสิ่งนี้ได้ เราเรียกว่าการเข้าใจ Privilege ละ ที่ไม่ใช่สิทธิพิเศษเหนือคนอื่นน้าา


Privilege ใน term ของ Allyship ของตัวเรา คือ ?
- คือการที่เราสามารถรู้ตัว เข้าใจตัวเอง รวมถึงผู้อื่นในสถานการณ์ที่ยากลำยาก
- เรารู้ว่าการช่วยเหลือคนอื่น โดยการเข้าเป็นไปตัวกลางเนี่ยมันยากนะ แต่เราก็ยังคงที่จะช่วยเค้า
- การที่เรามีสติ แล้วสามารถช่วยหรือเตือนคนรอบข้างที่กำลังขาดสติ ใช้อารมณ์ คำหยาบคายหรือ พฤติกรรมที่รุนแรงได้ (แต่เราต้องไม่เจ็บตัวด้วยนะ เออ ต้องเลือกจังหวะการเข้านะ)


Privilege ใน term ของพฤติกรรมของคนอื่น คือ ?
- อันนี้ก็จะตรงข้ามเลยนะ ก่อนอื่นเราต้องเข้าใจด้วยว่า คนอื่นๆเค้าก็มีความ Privilege หรือความพิเศษทางความคิด หรืออารมณ์ของเค้าเอง
- ถ้าบุคคลคนหนึ่ง ยังไม่เปิดใจ หรือยังไม่สามารถเข้าใจในสิ่งสิ่งหนึ่งได้ง่าย สิ่งที่เพื่อนๆควรทำ ไม่ใช่การที่ไปบังคับให้เค้าเข้าใจ
- แต่คือการที่เข้าใจในความ Privilege ทางความคิดของเค้า แล้วค่อยๆรับฟังเค้าให้มากขึ้น ค่อยๆทำให้เค้าเปิดใจ และมองมุมมองที่ต่างกันออกไปมากขึ้น
จบแล้วจ้าาา คือ อ่านแล้วก็อาจจะดูเหมือนง่ายจัง ทำไม่ยากเลยเนอะ
แต่ถ้าสิ่งเหล่านี้มันง่ายขนาดนั้นจริงๆ ก็คงไม่เกิดเหตุการณ์รุนแรงในเรื่องของการเหยียดเชื้อชาติ เพศ หรือผิว
หรือแม้กระทั่ง หลายๆบริษัทต้องนำมา educate กับพนักงานของตัวเองเนอะ


สรุปสั้นๆ
1. Learn about other people’s experiences - รับฟังและเข้าใจผู้อื่นให้มากขึ้น
2. Listen to feedback, and lean into your mistakes - รับฟัง feedback เกี่ยวกับตัวเอง และยอมรับหากผิดพร้อมปรับปรุง
3. Use your privilege - อย่าลืมใช้ privilege ที่เราอุตส่าห์เรียนรู้มาเพื่อช่วยคนอื่นละ ^^



กลับมาดูที่ Air Products ที่ปีนี้จะเน้นไปที่เรื่อง Allyship and Advocacy

Day of Understanding, Week of Inclusion

Air Products' Chairman, President and CEO Seifi Ghasem

This year’s theme will focus on allyship and advocacy. Allyship is when any person takes or demonstrates action to support, empower or stand up for another person or group of people. Allyship is a key part of Air Products’ goal to create a workplace where all employees know they belong and matter.

หัวข้อในปีนี้จะเน้นไปที่การเป็นพันธมิตรและการสนับสนุน การเป็นพันธมิตรก็คือการที่บุคคลใดดำเนินการหรือแสดงการกระทำใดๆเพื่อสนับสนุน ให้อำนาจการดำเนินการ หรือยืนหยัดเพื่อบุคคลหรือกลุ่มบุคคลอื่น เรื่องการสร้าง Allyship เป็นส่วนสำคัญของเป้าหมายของ Air Products ในการสร้างสถานที่ทำงานที่พนักงานทุกคนรู้ว่าพวกเขาเป็นส่วนหนึ่งขององค์กรและมีความสำคัญต่อองค์กร

“When you look at Air Products, we operate not in isolation, we are part of the society we live in. If we are going to be an integral part of the ecosystem, it is only natural that our workforce should be representative of that society,” Ghasemi said. “When you have a diverse group of people, your probability of being innovative significantly increases. Companies with a diverse workforce are more innovative.”

เมื่อคุณดูที่ Air Products เราไม่ได้ดำเนินการอย่างโดดเดี่ยว เราเป็นส่วนหนึ่งของสังคมที่เราอาศัยอยู่ หากเราจะเป็นส่วนสำคัญของระบบนิเวศ เป็นเรื่องธรรมดาที่พนักงานของเราจะเป็นตัวแทนของสังคมนั้น ”

คุณ Ghasemi บอกว่า “เมื่อคุณมีกลุ่มคนที่หลากหลายแตกต่างกัน ความน่าจะเป็นที่จะสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ ก็จะเพิ่มขึ้นอย่างมากมายตามมา บริษัทที่มีพนักงานหลากหลายจะเป็นองค์กรที่ก่อให้เกิดนวัตกรรมที่มากกว่า”


คุณ Ghasemi ให้มุมมองว่า การทำงานเป็นทีมและการอยู่ร่วมกันในเรื่องการทำงานใน Air Porducts ต้องมี Diversity & Inclusion และเรื่องการสร้างและมี Allyship จะเป็นตัวช่วยส่งเสริม สนับสนุน เพื่อทำให้องค์กรมีความเอื้ออาทร ช่วยเหลือ ให้กำลังใจ ยื่นมือเข้ามาช่วยกันแก้ไขปัญหาต่างๆร่วมกัน





References
https://www.blockdit.com/posts/5f364c8fdf80cc12b6d197c3
https://www.airproducts.com/week-of-inclusion
Visitors: 7,010