WTF! - What the future ] : Future of Work

การทำงานอาจไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป...เมื่อ COVID-19 ทำลาย Normal ในโลกการทำงาน
.
.
ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา มีเทรนด์หนึ่งที่เกิดขึ้นในโลกการทำงาน นั่นคือความพยายามในการทำลายกรอบการทำงานเดิมแบบ 9 โงเช้าถึง 5 โมงเย็น 5 วันต่อสัปดาห์
.

งานวิจัยจากหลายสำนักพยายามช่วยยืนยันว่าการลดวันทำงานลง จะสามารถช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานได้ บางบริษัทถึงขั้นเคยทดลองใช้การลดจำนวนวันทำงานมาแล้ว
.
บริษัท Microsoft ประเทศญี่ปุ่น ในปี 2019 ได้มีการทดลองปรับวันทำงานของบริษัทลงเหลือ 4 วันต่อสัปดาห์ ผลลัพธ์ที่พวกเขาได้คือ พนักงานมีความสุขต่อการทำงานมากขึ้น และปรับตัวเข้ากับชั่วโมงการทำงานที่น้อยลง ด้วยการใช้เวลาทำงานอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น อย่างไรก็ตาม การปรับลดจำนวนวันทำงานนี้ก็เป็นเพียงแค่การทดลองเท่านั้น และเมื่อสิ้นสุดระยะเวลานั้น Microsoft ประเทศญี่ปุ่นก็กลับสู่รูปแบบการทำงานเหมือนเดิม
.
ในช่วงเวลานั้น มีแนวคิดสนับสนุนการปรับลดเวลาการทำงาน หรือเปลี่ยนสู่การทำงานแบบ Remote Work แต่มีบริษัทจำนวนน้อยนัก ที่จะนำแนวคิดเหล่านี้ไปใช้ในองค์กรอย่างเต็มรูปบบ
.
จนกระทั้งเกิดสถานการณ์การแพร่ระบาดของ COVID-19
.
.ในภาพอาจจะมี ข้อความ

COVID-19 แม้ว่ามันจะเป็นสถานการณ์ที่เลวร้ายแค่ไหน แต่ในขณะเดียวกับที่มันได้เป็นพายุยักษ์ที่พัดถล่ม ในเวลาเดียวกันมันก็ได้ถอนรากที่ฝังลึก และบังคับให้สังคมต้องปรับตัวเข้ากับสภาวะใหม่
.
ในช่วงเวลานี้เองที่บริษัทต่างๆ ถูกบีบให้นำเอาการทำงานแบบลดจำนวนวันลง การทำงานทางไกลมาใช้ เพื่อให้ธุรกิจดำเนินต่อไปได้
.
แต่หลังจากที่สถานการณ์ COVID-19 เริ่มทุเลาเบาลง สังคมเริ่มกลับเข้าสู่สภาวะฟื้นตัว นี่อาจเป็นโอกาสที่ทำให้หลายบริษัท หลายองค์กร ไม่เลือกที่จะกลับไปหา Normal แบบเก่าอีกต่อไป
.
.
ภายใต้สถานการณ์ COVID-19 ช่วงเวลานั้นกลับกลายเป็นสถานการณ์ที่ทำให้บริษํทต่างๆได้นำวิธีการทำงานแบบต่างๆออกมาใช้ ไม่ว่าจะเป็นการทำงานทางไกล หรือลดจำนวนวันที่พนักงานต้องเข้าออฟฟิศลง
.
ในช่วงเวลานั้น หลายองค์กรได้พิสูจน์กับตัวเองว่าสามารถที่จะเดินหน้าต่อด้วยรูปแบบการทำงานในลักษณะนั้นได้ อาจไม่จำเป็นต้องกลับมาสู่รูปแบบการทำงานแบบเดิมอีกต่อไป
.
ซึ่งสิ่งนี้จะเปลี่ยนโลกการทำงานไปได้ในหลายทิศทาง
.
.
/ออฟฟิศที่เปลี่ยนไป/
.
จากการลดจำนวนวันทำงาน หรือการให้พนักทำงานจากที่บ้าน ทำให้ความสำคัญของออฟฟิศลดลง นอกจากเรื่องของความสะดวกสบายของคนทำงานที่มากขึ้น และการใช้เทคโนโลยีในการทำงานอย่างเกิดประโยชน์สูงสุดแล้ว การลดความสำคัญของออฟฟิศลง ยังช่วยลดค่าใช้จ่ายขององค์กรไปด้วย
.
รายจ่ายสำคัญอย่างหนึ่งของบริษัทคือค่าใช้จ่ายในเรื่องที่ทำงาน ไม่ว่าจะเป็นค่าเช่าออฟฟิศ ค่าน้ำ ค่าไฟ ไปจนถึงค่าใช้จ่ายในการดูแลสถานที่ สำหรับบริษัทใหม่ที่กำลังเติบโต ค่าใช้จ่ายในการหาพื้นที่ออฟฟิศรองรับองค์กรที่เติบโตขึ้น ก็เป็นค่าใช้จ่ายที่หนักเช่นกัน
.
แต่หากลักษณะการใช้พื้นที่ออฟฟิศของบริษัทได้เปลี่ยนไป ไม่ว่าจะเป็นการลดวันที่พนักงานต้องเข้ามาที่ออฟฟิศ หรือเปลี่ยนให้ออฟฟิศเป็นแค่ศูนย์กลางที่พนักงานสามารถเข้ามาใช้พื้นที่ได้ แต่ไม่จำเป็นต้องอยู่ติดออฟฟิศ จะช่วยลดค่าใช้จ่ายต่างๆในด้านพื้นที่ และยังทำให้บริษัทที่ต้องการจะเพิ่มจำนวนพนักงานสามารถทำได้โดยไม่ต้องขยายพื้นที่ หรือย้ายออฟฟิศใหม่
.
.
/การทำงานที่เปลี่ยนไป/
.
ในขณะเดียวกันกับที่การใช้พื้นที่ออฟฟิศได้เปลี่ยนไป การทำงานเองก็จะเปลี่ยนไปด้วยเช่นกัน ตั้งแต่รูปแบบการทำงานที่อาจไม่ใช่การนั่งติดออฟฟิศอีกต่อไป และคนทำงานสามารถทำให้เวลางานของตัวเองยืดหยุ่นได้อย่างเต็มที่
.
ความเปลี่ยนแปลงนี้เองก็จะเปลี่ยนรูปแบบการประเมินงานจากชั่วโมงการทำงาน มาสู่การประเมินที่จะต้องมองจากตัวชิ้นงานมากขึ้น คนทำงานจะต้องให้ความสำคัญกับชิ้นงานที่ตัวเองได้รับมอบหมาย และจัดการเวลาสำหรับมันด้วยตัวเอง โดยอาจมีช่วงเวลาที่บริษัทได้กำหนดไว้เป็นเวลางาน เป็นเหมือนเครื่องชี้นำ แต่จะไม่มีคำว่าเอางานกลับมาทำที่บ้านอีกต่อไป เพราะงานกลายเป็นสิ่งที่ต้องทำที่บ้านอยู่แล้ว
.
มีงานวิจัยหลายชิ้นสนับสนุนว่า คนทำงานจากที่บ้าน หรือทำงานด้วยเวลาที่น้อยลง จะให้ความสำคัญกับการจัดการเวลามากขึ้น เพื่อที่จะทำให้งานเรียบร้อยอยู่ในช่วงเวลาที่น้อยลงนั้น ไม่ว่าจะเป็นการประชุมที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น การส่งงานที่เร็วขึ้น เหตุผลที่เป็นเช่นนั้นเพราะคนทำงานรู้สึกได้ถึงเวลาสำหรับการทำงานที่น้อยลง และพวกเขาต้องปรับตัวให้เข้ากับเวลาที่น้อยลงนั้นให้ได
.THE FUTURE OF WORK – PIDC
.
/โลกการทำงานที่เปลี่ยนไป/
.
ที่ผ่านมา อีกปัจจัยหนึ่งของคนทำงานที่สำคัญเป็นอย่างมาก คือเรื่องของพื้นที่ คนทำงานจำเป็นจะต้องอยู่ที่พื้นที่ที่ใกล้เคียงพอที่จะเดินทางไปกลับระหว่างออฟฟิศอย่างที่พักได้อย่างสะดวก เหตุผลนั้นได้ทำให้พื้นที่บางย่าน บางทำเลมีความสำคัญมากยิ่งขึ้น
.
เมื่อบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่อย่าง Facebook และ Twitter ได้ประกาศว่าพวกเขาจะให้พนักงานมีสิทธิ์เลือกที่จะทำงานจากที่บ้านไปตลอดได้ แม้ COVID-19 จะสิ้นสุดลง ประกาศนี้ทำให้ผู้คนตั้งคำถามกับอนาคตของย่านเทคโนโลยีสำคัญของโลกอย่าง Silicon Valley
.
หากผู้คนไม่จำเป็นต้องทำงานในออฟฟิศ และทำงานทางไกลกันจนเป็นเรื่องปกติ พื้นที่อย่าง Silicon Valley จะถูกลดความสำคัญลงหรือไม่
.
Silicon Valley เป็นย่านที่มีความสำคัญสำหรับแวดวงเทคโนโลยี ในฐานะถิ่นฐานที่กำเนิดบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่หลายราย ทั้งเป็นที่ตั้งสำนักงานใหญ่ของบริษัทเทคฯ บริษัทกองทุนต่างๆ ความสำคัญของ Silicon Valley จึงเป็นความสำคัญในแง่ของสถานที่ที่บุคคลสำคัญในแวดวงเทคโนโลยีมารวมตัวกัน
.
ในขณะที่ปัจจุบัน Silicon Valley ถูกจัดว่าเป็นย่านที่ราคาที่พักอาศัยราคาสูงที่สุดย่านหนึ่งของอเมริกา โลกการทำงานกำลังจะเปลี่ยนไปเป็นยุคที่ผู้คนโยกย่้ายกันอย่างลื่นไหลมากยิ่งขึ้น และ Silicon Valley เป็นย่านที่รวมตัวบริษัทที่จะเป็นกลุ่มแรกๆในการเปลี่ยนแปลงนี้
.
คนทำงานเทคฯไม่จำเป็นต้องอาศัยอยู่ใน Silicon Valley เพื่อให้ได้งานอีกต่อไป และบริษัทต่างๆก็มีความพร้อมมากขึ้นที่จะจ้างงานคนที่มีทักษะจากพื้นที่ใดก็ได้
.
โลกการทำงานจะเปลี่ยนไป ไม่ใช่แค่ในเชิงพื้นที่ที่มีความสำคัญน้อยลง แต่ทักษะจะมีความสำคัญมากขึ้น องค์กรขนาดใหญ่มีความพร้อมมากขึ้นที่จะเสนองานให้กับคนที่อยู่ห่างออกไปคนละทวีป โดยไม่จำเป็นต้องเรียกร้องให้เขาย้ายที่อยู่ด้วยซ้ำ
.
และรูปแบบการจ้างงาน ก็ยังอาจเปลี่ยนไปอีกในอนาคต เมื่อคนมีทักษะสามารถโยกย้ายได้อย่างลื่นไหล คนที่มีทักษะอันเป็นที่ต้องการอาจไม่อยากผูกมัดตัวเองไว้กับบริษัทใดบริษัทหนึ่ง และได้รับข้อเสนอจากบริษัทมากมายจากทั่วทุกมุมโลก หากเป็นเช่นนั้น โลกการทำงานอาจยากขึ้นสำหรับคนที่ยังไม่มีทักษะอันเป็นที่ต้องการ เพราะบริษัทต่างๆจะพยายามมองหาคนมีทักษะก่อนโดยไม่มีข้อจำกัดเรื่องพื้นที่กันอีกต่อไป
.
.
แต่อย่างไรก็ตามอนาคตของโลกการทำงานเหล่านี้ก็ยังคงเป็นสิ่งที่ไม่ถูกกำหนดอย่างชัดเจน เทรนด์ต่างๆอาจชี้ไปในทางที่รูปแบบการทำงานของคนทั้งโลกกำลังจะเปลี่ยนไป แต่ในวันนี้ที่อนาคตยังไม่ใช่สิ่งแน่นอน เราก็ยังคงต้องตั้งคำถามกับอนาคตต่อไป
.
เขียนโดย S.siravich

#FutureTrends #Futureisnear #Futureisnow
Visitors: 7,009