เรียนรู้แนวคิด ‘Work-life Integration’ ในมุมมอง ‘แลร์รี่ สมิธ’ ความลงตัวของ ชีวิตกับงาน ที่คนรุ่นใหม่คู่ควร

ยิ่งโลกใบนี้เกิดความเปลี่ยนแปลงรวดเร็วขึ้นเท่าไร และเทคโนโลยีเข้ามามีอิทธิพลกับการใช้ชีวิตของคนเรามากขึ้นเท่าไร ผู้คนก็ยิ่งวิ่งวน ตั้งคำถาม เพื่อตามหาเป้าหมายของชีวิตกันมากขึ้นเท่านั้น โดยส่วนใหญ่มักพุ่งเป้าไปที่การหาคำตอบว่า “เราทำงานไปเพื่ออะไร?” “เป้าหมายของชีวิตคืออะไร?” และสุดท้าย “ทำอย่างไรจึงจะสร้างสมดุลให้กับการใช้ชีวิตกับการทำงาน?” ทุกคำถามที่กล่าวมานี้ หลายคนพบว่า การหาคำตอบให้มันช่างยากเหลือเกิน แต่ในวันนี้เรามีแนวคิดของ “แลร์รี่ สมิธ” (Larry Smith) อาจารย์ผู้สอนเศรษฐศาสตร์ที่โด่งดังสุดขีดจากคลิปการบรรยายใน TEDx Talk หัวข้อ “Why you will fail to have a great career” ด้วยยอดผู้เข้าชมกว่า 6 ล้านคนในเวลาไม่นาน มานำเสนอ ซึ่งอาจให้ทุกคนได้คำตอบของคำถามที่กล่าวมานี้ง่ายขึ้น

ทำความเข้าใจ เทรนด์ ‘Work-life Integration’ ต้นทางของคำถามคาใจคนยุคนี้

ก่อนที่จะไปเรียนรู้แนวคิดที่ แลร์รี่ สมิธ อาจารย์และ Influencer ชื่อดัง ขอมาชวนคุยถึงเทรนด์การใช้ชีวิตที่คนรุ่นใหม่ยุคนี้กำลังให้ความสนใจ ‘Work-life Integration’ แนวคิดไลฟ์สไตล์ที่มาตอบโจทย์การสร้างสมดุลชีวิตและการทำงานที่ผู้คนใฝ่หา ซึ่งมีคำอธิบายต้นทางของแนวคิดนี้ด้วยงานวิจัยที่บ่งชี้ว่า ชีวิตของคนเรา ส่วนใหญ่จะประกอบด้วย 4 เรื่องหลัก ได้แก่ อาชีพการงาน ความเป็นอยู่และสุขภาพที่ดี การได้อยู่กับคนที่เรารักและครอบครัว สุดท้าย คือ การได้ทำในสิ่งที่ชื่นชอบนอกเหนือจากงาน เช่น งานอดิเรก หรือการเดินทางท่องเที่ยว


แต่ก่อนแก่นสารของชีวิตทั้ง 4 ด้านนี้ อยู่แยกกัน ทว่า ต้องยอมรับว่า โลกปัจจุบัน กลับทำให้ทั้ง 4 เรื่องนี้กลายเป็นเรื่องเดียวกันได้ ด้วยความก้าวหน้าของเทคโนโลยี ที่อย่างน้อยก็ทำให้การใช้ชีวิตกับการทำงานไปด้วยกันได้ โดยไร้ซึ่งข้อจำกัดของสถานที่ เวลา ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนก็ทำงานได้ผ่านระบบอินเทอร์เน็ต เปิดโอกาสให้ผู้คนสามารถเข้าถึงไลฟ์สไตล์ในแบบ ‘Work-life Integration’ ได้ไม่ยาก

 

และในขณะที่เทรนด์ ‘Work-life Integration’ กำลังมาแรงนี้ ทางฝั่งขององค์กร ก็ต้องปรับตัวเพื่อรองรับพฤติกรรม รูปแบบการใช้ชีวิต และการทำงานของคนรุ่นใหม่ที่เปลี่ยนแปลงไป ด้วยการเปิดโอกาสให้พนักงานทำงานจากที่ใดก็ได้ โดยมุ่งไปที่สัมฤทธิผลของงานเป็นหลัก แทนที่จะไปให้ความสำคัญกับการสแกนนิ้ว ตอกบัตร เข้าออฟฟิศในแบบเดิม

การทำงานในรูปแบบที่กล่าวมานี้อยู่ในนิยามของ ‘Remote Working’ ซึ่งโฟกัสไปที่ผลงานที่ดี มีคุณภาพ ตามเงื่อนเวลาที่กำหนดให้ ส่วนคนทำงานก็ยังคงมองหางานที่มอบสวัสดิการที่หลากหลาย ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของคนทำงานในแต่ละเจเนอเรชัน ที่คนบางรุ่นก็ยังคงให้ความสำคัญกับสวัสดิการด้านการดูแลสุขภาพ ขณะที่คนรุ่นใหม่อย่าง คนเจน Z ก็จะสนใจองค์กรที่ให้สวัสดิการด้านกิจกรรมออกกำลังกายหรือการเดินทางท่องเที่ยว

ชีวิตและการทำงาน สององค์ประกอบหลักที่ไปด้วยกัน ยิ่งไปได้ไกล แลร์รี่ สมิธ คอนเฟิร์ม!

เพื่อให้เห็นภาพการบริหารจัดการชีวิตตามเทรนด์‘Work-life Integration’ได้ชัดเจนขึ้น ขอหยิบเอาแนวคิดบางช่วงบางตอนที่ แลร์รี่ สมิธ เจ้าของผลงานหนังสือ Life Coaching ที่ได้รับการแปลมาเป็นภาษาไทยแล้ว เรื่อง “กล้าเลือก กล้าทำ วางแผนการทำงานที่ใช่ ไม่ตกงานตลอดชีวิต” มาบอกเล่าให้ฟังในแบบที่หยิบเอาไปปรับใช้ได้ง่าย ได้ผลจริง

โดยในเบื้องต้น สมิธ เชื่อมั่นอย่างแรงกล้าว่า “ถ้ายิ่งผสานงานและชีวิตเข้าด้วยกัน เพื่อให้แต่ละส่วนเสริมกันและกันได้ ยิ่งทำให้ชีวิตในภาพรวมแข็งแรง แข็งแกร่งยิ่งขึ้นไปอีก”

 

สมิธ สื่อสารว่าเขาไม่ชอบคำว่า สมดุล เพราะมันไม่เคยมีอยู่จริง และสิ่งที่ควรทำ คือ การพูดคุยเรื่องงานกับคนในครอบครัว โดยเฉพาะอย่างยิ่งคู่ชีวิตและลูก และถ้าคนในครอบครัวได้ทำงานร่วมกันหรือต่างคนต่างช่วยกันทำงาน ก็ยิ่งทำให้ครอบครัวแน่นแฟ้น

โดย สมิธ ได้ยกตัวอย่างบรรยากาศในครอบครัวของเขาว่า เวลาที่อยู่กับภรรยาและลูกๆ นอกจากการชวนกันพูดคุยในประเด็นเรื่องเศรษฐศาสตร์ เทคโนโลยี และเปรียบเทียบกับการใช้ชีวิตในวิถีแบบสมัยเดิมของมนุษย์แล้ว เขาจะไม่ลืมถามถึงชีวิตการทำงานหรือชีวิตการเรียนของภรรยาและลูกๆ เขาเสมอ ซึ่ง สมิธ นิยามว่า นี่เป็นการเปิดพื้นที่แห่งการแชร์เรื่องราวในชีวิตของแต่ละคน ซึ่งเขามองว่า ดีกว่าแนวคิดของครอบครัวที่มองว่า ต้องให้ความสำคัญกับการรับฟังเรื่องเล่าของลูกมากกว่า จนเก็บงำความอัดอั้น ความไม่พอใจในชีวิตการทำงานของตนเองแล้วสะสมเป็นความเครียด

 

เพราะถ้าเป็นในแบบหลัง สมิธเชื่อว่า “ในเมื่อคุณไม่เล่าถึงความเป็นตัวตนของคุณทั้งหมดให้ลูกฟัง แล้วทำไมลูกถึงจะต้องเล่าเรื่องราวของเขาให้คุณฟังด้วย ลูกอาจจะคิดแบบนี้ก็ได้ และสุดท้ายแล้ว คนในครอบครัวนับวันก็ยิ่งจะกลายเป็นคนแปลกหน้าที่หมางเมิงต่อกัน”


ดังนั้น สมิธ จึงเสนอแนะเทคนิคของการพูดคุยในครอบครัวซึ่งจะช่วยสร้างบรรยากาศที่ดีในครอบครัวว่า ถ้าคุยกับลูกที่ยังอายุน้อย ควรเล่าเรื่องราวให้เป็น เปรียบเทียบกับตัวการ์ตูน หรือของเล่นที่เขาชอบก็ได้ แต่ถ้าเป็นเด็กที่โตแล้ว ก็ต้องเปิดโอกาสให้เขามีส่วนร่วมมากขึ้น แล้วค่อยแลกเปลี่ยนมุมมองการรับมือกับปัญหาหรือสถานการณ์นั้นในฐานะคนนอกปัญหา แต่ยังเป็นคนในครอบครัวที่มีความรัก ความปรารถนาดีต่อกัน

 

และการพูดคุยเรื่องงานให้คนในครอบครัวฟังนี้เอง  สมิธ มองว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญ ที่จะนำไปสู่การบ่มเพาะให้ทั้งตัวคุณเองและคนในครอบครัวได้เข้าถึงแก่นของการผสมผสานชีวิตส่วนตัวและการทำงานเข้าด้วยกันอย่างเหมาะสม โดยไม่ต้องไปเสียเวลาไปเรียนรู้เพิ่มเติมที่ไหนเลย

ที่บอกเล่ามานี้เป็นเพียงบางส่วนจากหนังสือ เรื่อง กล้าเลือก กล้าทำ ของ แลร์รี่ สมิธ ซึ่งได้ประมวลเอาประสบการณ์ส่วนตัวของเขาในฐานะผู้แนะแนวบอกเส้นทางอาชีพให้แก่นักศึกษามหาวิทยาลัยวอเตอร์ลู มาตลอดระยะเวลา 30 ปี โดยอาจารย์ผู้นี้ได้รับการยอมรับว่า แนวทางที่ออกจากปากเขาเป็นแนวทางที่ชัดเจนและตรงไปตรงมา เพื่อค้นหาเป้าหมายและเส้นทางสู่อาชีพการงานที่ดีสุดยอด ในโลกการทำงานยุคใหม่ที่ไร้ความแน่นอน

หนังสือ กล้าเลือก กล้าทำ เล่มนี้แบ่งเนื้อหาเป็น 3 ส่วน เนื้อหาส่วนแรกเกี่ยวกับการค้นหาสิ่งที่คุณรักและหลงใหล ส่วนที่สอง นำเสนอการคิดและวางแผนการทำงานที่ตัวเองรักอย่างรัดกุมรอบคอบ และส่วนสุดท้าย เป็นส่วนที่ สมิธ ต้องการสื่อสารกับผู้อ่านว่า คุณก็มีอาชีพการงานที่ดีได้เหมือนกับคนอื่นเช่นกัน แค่เลิกกลัว เลิกแก้ตัว และจงกล้าลงมือทำในสิ่งที่คุณรัก

 

ดังนั้น คุณูปการจากประสบการณ์ที่ได้อ่านหนังสือของ สมิธ จึงเป็นการเปลี่ยนมุมมองด้านการทำงานที่เปลี่ยนไป คุณจะมองหางานที่มีแต่ความท้าทาย รอบคอบ และมีความสุขกับชีวิตการทำงาน เข้าถึงเทรนด์ ‘Work-life Integration’ ได้ไม่ยากเลย โดยหนังสือดีๆ เล่มนี้ เป็นของสำนักพิมพ์ Nation Book มีวางจำหน่ายตามร้านหนังสือทั่วไปแล้ว

https://www.salika.co/2019/09/21/work-life-integration-larry-smith-book/

Visitors: 7,009