รู้สึกเหนื่อยกับงานทั้งวัน 'Work Fatigue' อาการเหนื่อยล้าจากงาน ที่น่าห่วงกว่าที่คิด

"Work Fatigue"อาการเหนื่อยล้าจากงาน ที่น่าห่วงกว่าที่คิด
.
ทำไมเรารู้สึกเหนื่อยทุกครั้งในเวลางาน มันอาจไม่ใช่เพราะเราขี้เกียจ แต่เป็นสัญญาณบ่งบอกอาการที่น่าเป็นห่วง
.
ความรู้สึกเหนื่อย ควรเป็นอาการที่คุณปล่อยให้มันหายไปได้ด้วยตัวเอง ด้วยการพักผ่อน หรือการทำกิจกรรมอื่นๆที่ช่วยให้คุณกระปรี้กระเปร่าขึ้น แต่หากมันไม่เป็นเช่นนั้น และคุณรู้สึกเหน็ดเหนื่อยกับงานอยู่เสมอ คุณอาจมีอาการเหนื่อยล้ากับงาน
.
อาการเหนื่อยล้ากับงาน นั้นแตกต่างจากความรู้สึกเหนื่อยทั่วไป ในต่างประเทศเรียกอาการนี้ว่า Work Fatigue ซึ่ง Fatigue มีความหมายว่าเหนื่อยล้า
.
อาการเหนื่อยล้ากับงานไม่สามารถพักผ่อนให้หายได้เหมือนอาการเหนื่อยทั่วไป สถาบันทางการแพทย์ Mayo Clinic ให้นิยามของอาการ Work Fatigue นี้ว่า “ความเหน็ดเหนื่อยอย่างต่อเนื่องที่ไม่สามารถขจัดได้ด้วยการพักผ่อน เป็นอาการอ่อนล้าที่มีมากขึ้นตามเวลา ซึ่งลดทอนพลังงาน แรงบันดาลใจ และสมาธิ”
.
อาการนี้มีความใกล้เคียงกับอาการ Burnout ซึ่งส่งผลให้คุณรู้สึกเหน็ดเหนื่อยกับการทำงานอยู่ตลอดเวลา รู้สึกมีกำลังใจในการทำงานลดน้อยถอยลง จดจ่อกับงานได้ยากขึ้น และรู้สึกไม่เชื่อมโยงกับงานที่ทำ
ในภาพอาจจะมี หนึ่งคนขึ้นไป.
.
ที่มาของอาการ Work Fatigue นี้ยังไม่อาจระบุแน่ชัดได้ แต่ถูกเชื่อว่าเกี่ยวข้องกับการที่คนทำงานในปัจจุบันต้องใช้เวลาอยู่กับงานมากขึ้น และอาจมีเวลานอน หรือเวลาพักผ่อนน้อยลง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเทคโนโลยีช่วยให้เราเชื่อมต่อถึงกันและกันได้ง่ายมากขึ้น ก็เหมือนงานจะติดอยู่กับตัวเราตลอดเวลาเช่นกัน
.
อีกเหตุผลหนึ่งที่อาจทำให้คุณมีอาการนี้ คือการที่คุณฝืนทำงานในช่วงที่ขัดกับเวลาที่เหมาะสมของคุณ พลังงานของคนเรานั้นมีช่วงขึ้นและลงระหว่างวัน ซึ่งควบคุมโดยระบบเดียวกับที่ควบคุมเวลาตื่น-นอน ของเรา ซึ่งก็คือจังหวะเซอร์คาเดียน (circadian rhythm) นาฬิกาชีวภาพภายในตัวเรา บางครั้งการทำงานอาจบังคับให้ตัวคุณต้องฝืนจังหวะนี้ และสิ่งที่ส่งผลต่อมาคือคุณรู้สึกว่ากำลังฝืนตัวเองเพื่อทำงานให้เสร็จ
.
แม้อาการนี้จะเป็นแค่ความเหนื่อยล้าที่ดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง แต่ก็เป็นอาการที่น่าห่วงซึ่งสามารถนำไปสู่อาการที่ร้ายแรงกว่าเช่นอาการ Burn Out ได้
.
.
หากคุณรู้สึว่าตัวเองอาจมีอาการนี้อยู่ แม้ว่าอาการนี้อาจไม่สามารถหายไปด้วยการพักผ่อนได้ แต่เราก็อยากแนะนำให้คุณหาเวลาพักผ่อนมากขึ้น และเพื่อรักษาอาการนี้คุณอาจต้องปรับเปลี่ยนวงจรการทำงานของคุณ จากนี้ไปจะเป็นข้อแนะนำเล็กๆน้อยๆที่เราหวังอย่างยิ่งว่าจะช่วยคุณได้
.
.
1. หาช่วงเวลาที่คุณทำงานได้ดีที่สุด และทำงานในช่วงเวลานั้น
.
เป็นเรื่องจริงที่คนเราสามารถมี Peak Hour หรือชั่วโมงทำงานที่ดีที่สุดของตัวเองได้ บางคนอาจเป็นช่วงเช้าที่จะสามารถทำงานได้ดี แต่บางคนช่วงเวลานั้นอาจเป็นช่วงค่ำ ลองปรับเปลี่ยนช่วงเวลาทำงานของคุณให้สอดคล้องกับช่วงเวลาที่คุณรู้สึกว่าตัวเองทำงานได้ง่ายที่สุด
.
ส่วนในเวลาที่ไม่ใช่ช่วงเวลา Peak Hour คุณก็อาจใช้เวลานั้นไปกับงานที่ต้องอาศัยสมาธิ ความคิด หรือความใส่ใจน้อยกว่า เช่นการตอบอีเมล การจัดการงานชิ้นเล็กชิ้นน้อย และเก็บงานที่สำคัญ และต้องอาศัยพลังสมาธิของคุณที่สุด ไว้สำหรับช่วงเวลาที่ดีที่สุดสำหรับคุณ
.
.
2. จัดระเบียบ “แรงขับเคลื่อน” ของคุณ
.
รู้ไหมว่าที่จริงแล้วสมองของเรานั้นชอบทำงานเป็นรูทีน นี่คือเหตุผลที่ว่าทำไมสิ่งต่างๆจะทำได้ง่ายขึ้นเมื่อคุณจัดตารางเวลาให้มัน หากคุณออกกำลังกายตอนเช้า มันจะง่ายสำหรับคุณมากขึ้นที่จะพาตัวเองลุกจากเตียงและออกไปวิ่ง หากคุณทำมันในเวลาเดียวกันซ้ำๆ
.
การจัดการด้วยวิธีนี้กับการทำงานก็เช่นกัน ลองจัดเวลาให้กับตัวเอง มีตารางว่าช่วงไหนของวัน คุณจะจัดการงานประเภทไหน วิธีนี้จะช่วยให้สมองของคุณกระตุ้นให้คุณทำงานได้ง่ายขึ้น เพราะมันคุ้นชินว่าเวลาไหน ควรทำอะไร
.
.
3. หาเวลาพักระหว่างวันให้บ่อยขึ้น
.
หลายครั้งเราอาจจะจริงจัง หรือซีเรียสเกินไปกับการทำงาน และพยายามนั่งจดจ่ออยู่หน้าจอจนกว่าจะสามารถทำงานออกมาได้ แต่วิธีนั้นรังแต่จะสร้างความเครียดและแรงกดดันกับเรามากขึ้น ซึ่งจะส่งผลเสียต่อการทำงานต่อไป
.
ทางที่ดีในระหว่างที่เราคิดงานไม่ออก หรือทำงานต่อไม่ได้ การเลือกที่จะใช้เวลานั้นสำหรับการพักเล็กๆน้อยๆ อาจจะออกไปเดินเล่น หรืออาจจะหามุมงีบสั้นๆซัก 10-15 นาที เพื่อรีเฟรชตัวเองแล้วค่อยกลับมาทำงานใหม่ การทำเช่นนี้จะช่วยให้คุณผ่อนคลายความเครียดที่สะสมมาตลอดวันของการทำงานได้ดีขึ้น
.
.
4. ตั้งขอบเขตเวลางานของคุณ
.
หลายครั้งการทำงานก็อาจกินเวลาของคุณไปมากกว่าที่ควรจะเป็น และคุณเองอาจเป็นคนต้องขีดเส้นแบ่งให้กับมัน Work-Life Balace ยังคงเป็นกุญแจสำคัญในการจัดการชีวิตและการทำงานให้ไปด้วยกันได้
.
ดังที่เกริ่นไปว่าทุกวันนี้บางครั้งการเชื่อมต่ออันสะดวกสบาย ก็อาจหมายถึงความลำบากในชีวิตคนทำงานเหมือนกัน เมื่อการเชื่อมต่อกับเพื่อร่วมงาน หรือเจ้านายกลายเป็นดั่งเงื่อนไขที่คุณจะต้องเตรียมพร้อมตลอดเวลา และทำให้งานไม่เคยจากคุณไปจริงๆ ไม่ว่าจะในวันหยุด หรือวันพักผ่อนของคุณ
.
ดังนั้นการตั้งขอบเขตเวลางานของคุณอาจเป้นสิ่งสำคัญที่คุณควรวางเส้นแบ่งไว้ให้ได้ และจัดสรรเวลาให้ตัวเองรักษาเวลาส่วนตัวไว้ให้ได้
.
.
ท้ายที่สุดแล้วการแก้ปัญหาอาการเหนื่อยล้ากับงานนี้ ก็คือการที่คุณจะต้องจัดการสมดุลของชีวิตกับงานตัวเองให้ได้ แม้ว่ามันจะยากขึ้นทุกวันที่จะจัดการหาเวลาให้กับชีวิตของตัวเองให้เพียงพอ เมื่อมีงานมากมายให้ทำ และความรับผิดชอบที่ต้องรับ แต่เผื่อผลระยะยาวที่ดีต่อตัวคุณ และงานของคุณด้วย การรักษาสมดุลระหว่างชีวิต และงาน จึงเป็นสิ่งสำคัญ
.
.
Source Fast Company
.
เรียบเรียงโดย S.siravich
กราฟิกโดย S.cholpech


#FutureTrends #Futureisnear #Futureisnow

Visitors: 7,008