หนอนหนังสือถูกใจสิ่งนี้! การอ่านหนังสือนิยาย ทำให้เราเป็นคนที่ดีขึ้น

หนอนหนังสือหลาย ๆ คนคงจะมีเฮกันอย่างแน่นอน และยิ่งถ้าหากว่าคุณเป็นคนที่ชื่นชอบในการอ่านหนังสือนวนิยายแล้วล่ะก็...คงจะยิ่งถูกอกถูกใจเข้าไปกันยกใหญ่ เพราะไม่เมื่อนานมานี้ มีงานวิจัยชิ้นหนึ่งได้ออกมายืนยันแล้วว่า การอ่านหนังสือนิยายเนี่ย มันทำให้เราเป็นคนที่ดีขึ้น

Image may contain: one or more people and text


.
ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน หนังสือนิยายได้รับการยกย่องถึงคุณประโยชน์ของมันเอาไว้หลายสิ่งหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็น ช่วยเพิ่มจำนวนของอาสาสมัคร การบริจาคเพื่อการกุศล รวมไปถึงแนวโน้มที่จะมีการลงคะแนนเสียง ไปจนถึงความรุนแรงที่ลดลงเรื่อย ๆ ตลอดหลายศตวรรษ
.
อริสโตเติลกล่าวว่า เมื่อเราดูโศกนาฏกรรม ตัวของเราจะมีสองอารมณ์ ความรู้สึกที่เหนือกว่าคือ ความสงสาร (สำหรับตัวละคร) และความกลัว (สำหรับตัวเราเอง) เราอาจจินตนาการว่ามันจะเป็นอย่างไร และเปรียบเทียบปฏิกิริยาของพวกเขากับสถานการณ์ด้วยวิธีที่เราตอบสนองในอดีตหรือจินตนาการว่ามันอาจจะเกิดขึ้นกับเราในอนาคต
.
วิธีการในมุมมองนี้ ก็เหมือนกับหลักสูตรฝึกอบรมในการทำความเข้าใจผู้อื่น คีธ โอตลีย์ (Keith Oatley) นักจิตวิทยาเกี่ยวกับความรู้ความเข้าใจของแคนาดา เรียกว่า “จำลองการบินของจิตใจ” เช่นเดียวกับนักบินที่สามารถฝึกบินได้ โดยไม่ต้องลงจากพื้นดิน โดยผู้ที่อ่านนิยายอาจพัฒนาทักษะทางสังคมของพวกเขาทุกครั้งที่อ่านนวนิยาย 
.
ในงานวิจัยของเขาพบว่า ขณะที่เราเริ่มที่จะระบุลักษณะของตัวละคร เราก็จะเริ่มพิจารณาเป้าหมายของพวกเขา และความต้องการของพวกเขาแทนของเรา เมื่อพวกเขาตกอยู่ในอันตราย หัวใจของเราก็จะเหมือนกับไปวิ่งแข่ง เราอาจจะอ้าปากค้าง แต่เราก็อ่านมันต่อไปอย่างเพลิดเพลิน เพราะรู้ว่ามันไม่ได้มีสิ่งใดเกิดขึ้นกับเรา เราไม่ได้ตัวเปียกด้วยความหวาดกลัว หรือกระโดดออกจากหน้าต่างเพื่อหลบหนี
.
กลไกของประสาทบางอย่าง จะใช้เพื่อช่วยให้ความรู้สึกในการเล่าเรื่อง มีความคล้ายคลึงกันกับสิ่งที่ใช้ในสถานการณ์จริง ยกตัวอย่างเช่น ถ้าเราอ่านคำว่า “เตะ” พื้นที่ในสมองที่มีความเกี่ยวข้องกับร่างกายจะเปิดการใช้งาน แต่หากเราว่าตัวละครนั้น “ดึงสายไฟ” พื้นที่ของสมองจะเกี่ยวข้องกับความโลภ
.
ในการติดตามเนื้อเรื่อง เราต้องรู้ว่าพวกเขารู้สึกอย่างไรเกี่ยวกับเรื่องนี้ และสิ่งที่ตัวละครแต่ละตัว เชื่อว่าคนอื่นอาจคิดเหมือนกัน ซึ่งสิ่งนี้เรียกว่า “ทฤษฎีแห่งความคิด” เมื่อคนเราอ่านเกี่ยวกับความคิดของตัวละคร พื้นที่ของสมองที่เกี่ยวข้องกับทฤษฎีของจิตใจจะเปิดการใช้งาน ในการเอาใจใส่ผู้อื่นผ่านการอ่าน จึงกล่าวได้ว่า ผู้ที่ชื่นชอบการอ่านหนังสือนิยายมักจะมีทักษะทางสังคมที่ดีกว่าผู้ที่ไม่อ่านนิยายเลย
.
ปัญหาในการทำวิจัยประเภทนี้คือ นักเรียนส่วนใหญ่มีแนวโน้มที่จะกล่าวเกินจริงเกี่ยวกับจำนวนหนังสือที่พวกเขาอ่าน ในการหลีกเลี่ยงปัญหานี้ โอตลีย์และเพื่อนร่วมงาน จึงได้ให้รายชื่อนักเขียนนวนิยายและสารคดี โดยให้นักเรียนระบุว่า นักเขียนคนไหนที่พวกเขาเคยได้ยิน และพวกเขาก็ได้แอบใส่ชื่อปลอมลงไป 2-3 ชื่อ เพื่อตรวจสอบว่า กลุ่มนักเรียนนั้นมีการโกหกหรือไม่ ซึ่งจำนวนนักเขียนที่หลายคนเคยได้ยิน ก็อยู่ในระดับที่ดีสำหรับจำนวนที่พวกเขาได้อ่านจริง ๆ 
.
อีกทั้งทีมของโอตลีย์ ได้ทำการทดสอบ “Mind in the Eyes” กับกลุ่มอาสาสมัคร ซึ่งพวกเขาจะได้รับชุดรูปถ่ายของดวงตาคู่หนึ่ง จากดวงตาและผิวหนังโดยรอบเพียงอย่างเดียว สิ่งที่พวกเขาต้องทำก็คือ การทำนายอารมณ์ความรู้สึกของคน ๆ หนึ่ง ผ่านดวงตาและผิวหนังโดยรอบ พวกเขาจะได้รับรายการตัวเลือกสั้น ๆ เช่น ขี้อาย ฝันกลางวัน หรือเป็นกังวล การแสดงออกนั้น มีความละเอียดอ่อน และการมองเพียงแค่ครั้งเดียว อาจดูเป็นกลาง ดังนั้น มันจึงเป็นเรื่องยากกว่าที่จะคิด ในผู้ที่อ่านนิยายมากกว่าสารคดี เช่นเดียวกับในระดับการวัดความไวระหว่างบุคคล
.
ห้องปฏิบัติการประสาทวิทยาศาสตร์ทางสังคมพรินซ์ตัน (Princeton Social Neuroscience Lab) ไดอาน่า ทาเมียร์ (Diana Tamir) นักจิตวิทยา ได้แสดงให้เห็นว่า คนที่มักจะอ่านนิยายนั้นจะมีความรู้ความเข้าใจสังคมที่ดีขึ้น กล่าวอีกอย่างคือ พวกเขาจะมีทักษะในการคิดถึงสิ่งที่ผู้อื่นคิดและรู้สึก จากการสแกนสมอง เธอพบว่า ในขณะที่คนเราอ่านนิยาย จะมีกิจกรรมเพิ่มเติมในส่วนต่าง ๆ ของเครือข่าย ที่เกี่ยวข้องกับการจำลองสิ่งที่ผู้อื่นคิด
.
มันดูเหมือนกับว่า คนที่อ่านนวนิยายจะเป็นคนที่ดีกว่าคนธรรมดาที่อ่านอารมณ์ของคนอื่น แต่นั่นทำให้พวกเขาเป็นคนที่ดีขึ้นจริงหรือไม่? 
.
นักวิจัยจึงใช้วิธีการหลายอย่าง ที่นักจิตวิทยาได้ลองในบางประเด็น โดยการตั้งใจวางปากกาลงบนพื้น จากนั้นดูว่ามีใครเสนอให้คุณช่วยรวบรวมพวกเขา ก่อนที่จะปล่อยปากกา ผู้เข้าร่วมจะได้รับแบบสอบถามอารมณ์สลับกับคำถามที่วัดความเห็นอกเห็นใจ จากนั้นจึงให้พวกเขาอ่านเรื่องสั้น และตอบคำถามหลายข้อเกี่ยวกับความรู้สึกที่ถูกส่งในขณะอ่านเรื่องราว พวกเขามีจิตนภาพที่ชัดเจนของตัวละครหรือไม่? พวกเขาต้องการเรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับตัวละครหลังจากที่ทำการทดลองนี้จบหรือไม่? ซึ่งผู้ทดสอบบอกว่า พวกเขาจำเป็นต้องดึงบางสิ่งบางอย่างจากห้องอื่น และวางปากกา 6 อัน ไว้ใกล้ทางออก โดยคนที่รู้สึกประทับใจกับเรื่องราว และแสดงออกถึงความเอาใจใส่ต่อตัวละครมากที่สุด มีแนวโน้มที่จะช่วยดึงปากกาออกมา
.
แน่นอนคงใครหลายคนอาจโต้แย้งว่า นิยายไม่ได้ทำให้คนกลายเป็นคนที่ดีขึ้นเพียงอย่างเดียว แต่เราสามารถเห็นอกเห็นใจผู้คนที่เราเห็นในข่าวได้ แต่การอ่านหนังสือนิยายนั้น มีก็ข้อดีอย่างน้อย 3 ข้อ ได้แก่
.
1. เราสามารถเข้าถึงโลกภายในของตัวละครในแบบที่ปกติเราไม่ได้ทำกับวารสารศาสตร์
.
2. เรามีแนวโน้มที่จะระงับความไม่เชื่ออย่างเต็มใจ โดยไม่ตั้งคำถามถึงความจริงของสิ่งที่ผู้คนพูด
.
3. นวนิยายทำให้เราสามารถทำสิ่งที่ยากที่จะทำในชีวิตของเราเอง ซึ่งก็คือการดูชีวิตของตัวละครในช่วงหลายปีที่ผ่านมา
.
ดังนั้น การวิจัยแสดงให้เห็นว่า การอ่านนิยายอาจทำให้คนทำงานได้ดีขึ้น ตัวอย่างเช่น โจฮานน่า ชาปิโรส์ (Johanna Shapiro) จากภาควิชาเวชศาสตร์ครอบครัว ที่มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนียเออร์ไวน์ เชื่อว่าผลของการอ่านนิยายในแพทย์นั้นดีขึ้น อีกทั้งยังนำไปสู่การจัดตั้งโปรแกรมมนุษยศาสตร์ในการฝึกอบรมนักศึกษาแพทย์อีกด้วย

เขียนโดย bowlgreeninvertmorning (S.sirada)
ที่มา BBC

#FutureTrends #Futureisnear #Futureisnow


Visitors: 7,008