ทำไมเราถึงชอบดองงาน? 3 ปัจจัยทางจิตวิทยาที่ทำให้งานคุณไม่เสร็จซักที

เคยไหมในวันทำงานที่ตั้งใจจะเคลียร์กองงานที่ถูกมอบหมายมาให้หมด หรือตั้งใจจะทำล่วงหน้าไว้ไปเลย แต่รู้ตัวอีกทีก็เปิดหน้าเฟสบุ๊ค ไถอ่านหน้าฟีต อัพเดทข่าวคราว หรือส่องดูเรื่องคนอื่น


No photo description available.


.
ถ้าคุณเป็นเช่นนั้นก็ไม่ใช่เรื่องแปลก และคุณก็คงสังเกตได้ว่าเพื่อนร่วมงานคุณก็เป็นเช่นนั้นเหมือนกัน นั่นก็เพราะที่จริงแล้วสมองของเราต่างก็มีลักษณะแบบนั้น!
.
สมองของเรานั้นใช้เวลาเฉลี่ย 23 นาที 15 วินาที เพื่อให้คนคนหนึ่งสามารถกลับมาโฟกัสกับสิ่งที่ทำอยู่หลังจากถูกรบกวนได้
.
และเราต่างก็รู้ว่าสิ่งรบกวนนั้นอยู่รอบตัวเราเต็มไปหมด ไม่ใช่แค่สภาพแวดล้อมหรือเพื่อนร่วมงาน และสิ่งที่มักจะรบกวนเรามากที่สุดก็คือเสียงแจ้งเตือนจากมือถือ หรือหน้าเว็บโซเชียลมีเดียที่คุณเปิดทิ้งไว้ในอีกแท็บหนึ่ง และอย่างที่ว่าไป...รู้ตัวอีกทีก็เปิดหน้าเฟสบุ๊ค ไถอ่านหน้าฟีต อัพเดทข่าวคราว หรือส่องดูเรื่องคนอื่นเสียแล้ว
.
แต่ก็อย่าโทษตัวเองไปเสียทั้งหมด เพราะปัญหาที่เราต่างเป็นร่วมกันนี้สมองของเรามีส่วนรับผิดชอบเป็นอย่างยิ่ง
.
1. เราต่างคิดว่าต้องทำอะไรซักอย่างอยู่เสมอ
.
แม้ว่าเรานั้นจะดูเป็นคนขี้เกียจ แต่ที่จริงแล้วคนเรามักจะโหยหากิจกรรมบางอย่าง หรือก็คืออยากจะเป็นคนที่ดูยุ่งๆ เข้าไว้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสภาพแวดล้อมของสถานที่ทำงาน เรามักจะมีความรู้สึกผิดหากกำลังว่างอยู่ ดังนั้นเราจึงเปิดอีเมล์ขึ้นมาเช็ค ส่องยอดเก่าๆ ทั้งที่รู้อยู่แล้ว และกิจกรรมอื่นๆที่เป็นกิจกรรมง่ายๆใกล้ๆ มือ เราจะหยิบขึ้นมาก่อนเพื่อจะได้มีอะไรทำ แต่หลายครั้งเรามักจะผลัดงานที่จำเป็นต้องสะสางจริงๆ เอาไว้ก่อน
.
นอกจากนี้ด้วยการให้คุณค่ากับการทำกิจกรรม หรือการทำตัวยุ่งนี้ หลายคนจึงชอบที่จะทำหลายๆสิ่งไปพร้อมกัน หรือที่เรียกกันว่า Multitasking เช่นการทำบัญชี คู่ไปกับการเช็คอีเมล์ หรือจัดสไลด์นำเสนองาน พร้อมกับดู Netflix ในหน้าต่างๆเล็กที่เปิดทิ้งไว้บนหน้าจอ 
.
แต่แม้ว่าทักษะในการ Multitasking เป็นทักษะที่สามารถฝึกฝนได้ แต่สมองของเราก็ไม่ได้คุ้นชินกับการประมวลผลข้อมูลสองชุดในเวลาเดียวกัน มีงานวิจัยบอกไว้ว่าสมองของเรานั้นจะทำงานได้มีประสิทธิภาพลดลง 40% เมื่อทำควบคู่สองงานไปพร้อมกัน
.
ซึ่งสิ่งต่างๆ ที่กล่าวขึ้นมาก่อนหน้านี้ยังส่งผลสืบเนื่องไปสู่การผลัดงานออกไป คือเมื่อเราทำงานเบาหลายชิ้นเพื่อให้ตัวเองไม่ว่างแล้ว แต่ในท้ายที่สุดเราก็ไม่มีเวลาให้กับงานที่สำคัญจริงๆ ซึ่งส่งผลให้เราต้องผลัดงานที่ต้องใช้กำลังสมอง หรือความคิดสร้างสรรค์ ออกไปก่อน
.
2. การควบคุมตัวเองของเรามีขีดจำกัด
.
เราอาจเคยได้ยินข้อความที่ว่า "จิตเป็นนายกายเป็นบ่าว" และหากเรานั้นควบคุมจิตไว้ได้ดีพอ เราก็ควบคุมการกระทำตัวเองไว้ได้อยู่เสมอ แต่ในทางจิตวิทยาก็ยอมรับกันแล้วว่าความคิดเช่นนั้นไม่ได้จริงเลย และที่จริงแล้วเราล้วนต่างมีขีดจำกัดในการควบคุมตัวเอง
.
เราอาจพบได้ว่าเมื่อเราเริ่มต้นนั่งทำงานที่โต๊ะ เราสามารถที่จะตัดใจไม่สนกับสิ่งรบกวนเช่น เสียงแจ้งเตือนต่างๆได้ง่าย แต่ยิ่งเวลาผ่านไปในท้ายที่สุดเราก็พ่ายแพ้ และต้องเปิดมันขึ้นมาดูอยู่ดี นั่นก็เพราะเรามีขีดจำกัดในการควบคุมตัวเอง
.
การรู้ในสิ่งนี้จะช่วยเราได้อย่างไร อย่างแรกเลยคือการได้รู้ว่าการควบคุมที่ว่านี้มีขีดจำกัด ช่วยให้เราจัดการกับตัวเองได้ดีขึ้น และนอกจากนั้นแล้วการควบคุมตัวเองเหล่านี้ก็มีวิธีในการฟื้นฟูมัน ซึ่งวิธีการเหล่านั้นก็คือการพักผ่อน หรือการปลดปล่อยตัวเอง เช่นการนอนหลับ หรือแค่การงีบ ก็สามารถฟื้นฟูกำลังในการทำงานของสมองได้อย่างดี และช่วยให้คุณสามารถรักษาการจดจ่อต่องานไว้ได้ดีขึ้น ส่วนในด้านของการปลดปล่อย คือการมีงานอดิเรก หรือการการทำอะไรที่อยากทำ ซึ่งเป็นกิจกรรมที่ไม่จำเป็นต้องควบคุมตัวเองระหว่างทำ และปล่อยให้ช่วงเวลานั้นเป็นการปลดปล่อยตัวเอง ลดความตึงเครียดที่สะสมมาจากการบังคับตัวเองให้อยู่กับการทำงานมาตลอดทั้งวัน
.
3. สมองของเราโหยหาผู้อื่น
.
เรื่องนี้เชื่อมโยงกับขีดจำกัดในการควบคุมตัวเอง คือสมองของเรานั้นโหยหาการได้ปฏิสัมพันธ์กับสังคมในรูปแบบเดียวกับที่เราโหยหาเนื้อย่างเพราะว่าชอบกิน?
.
สิ่งที่ตอบสนองต่อความโหยหาของสมองได้เป็นอย่างดีนั้นก็คืออินเทอร์เน็ต การได้รับข้อมูลข่าวสาร และได้มีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่นก่อให้เกิดการหลั่งสารสื่อประสาทอย่าง โดปามีน และออกซิโทซิน ออกมา
.
โดปามีนนั้นเรียกร้องให้เราหาข้อมูล และอยากรู้เรื่องราวต่างๆ ซึ่งสิ่งเหล่านี้เราพบได้อย่างมากมายในโลกอินเทอร์เน็ต
.
ในขณะเดียวกัน ออกซิโทซิน ซึ่งเป็นสารที่เกี่ยวข้อกับความรู้สึก ความสัมพันธ์ ความรัก ก็ก่อตัวขึ้นระหว่างการที่เราได้ปฏิสัมพันธ์กับผู้คนบนโซเชียลด้วยการโพสต์ คอมเม้นต์ กดไลก์ กดแชร์ ให้กำลังใจ
.
นอกจากนี้แล้วธรรมชาติของสมองยังมีต่อไปอีกด้วยว่าเมื่อได้รับสิ่งเหล่านี้ดังที่ต้องการ ก็กลับจะยิ่งโหยหามันขึ้นไป และเช่นนั้นเองที่ทำให้เราหักห้ามใจได้ยากเหลือเกินในการที่จะไม่เข้าไปในโซเชียลมีเดีย และละจากงานที่กำลังทำอยู่ไป
.
ฉะนั้นแล้วกองงานที่พะเนินอยู่นั้นเหตุผลหลักอาจเป็นสมองตัวดีของเรานี่เอง ที่ทำให้มันไม่เสร็จเสียที
.
.
แต่ถ้าทางที่ดีอย่าหาเหตุผลรองรับอะไรมาก และเคลียร์งานตรงหน้าให้เสร็จเถิด...

ที่มา Glassdoor
เขียนโดย S.siravich


#FutureTrends #Futureisnear #Futureisnow

Visitors: 7,010